สําหรับผู้ที่คิดจะซ้อมวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนคงจะหาข้อมูลกันมาบ้างแล้ว เช่น รองเท้าควรเลือกแบบไหน ลักษณะของฝ่าเท้าเราเป็นอย่างไร การลงส้นขณะวิ่งจะใช้ส้นเท้าลง หรือเอาฝ่าเท้าลง ???
(หลายสิ่งดีจริง ๆ)
เอาล่ะครับ บังเอิญผมไปเจอบทความดี ๆ มา เลยอยากจะเอามาแชร์ให้ผู้รักการวิ่งได้ลองอ่านและพิจารณากันดู เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงฝ้าเท้า ว่า แบบไหนดีกว่ากัน ระหว่าง Heel Strike หรือ Forefoot Strike (เขียนโดย GRETCHEN REYNOLDS ที่มานั้นจําไม่ได้แล้วขอโทษจริง ๆ )
ปกติแล้วการวิ่ง ตามธรรมชาติของมนุษย์ จะมีการลงน้ำหนัก 2 แบบ คือแบบแรก ใช้ส่วนส้นเท้าลงพื้นก่อน ( heel Strike) และแบบที่สอง คือใช้ส่วนฝ่าเท้าลงพื้น ก่อน ( forefoot Strike, Toe Strike) และจากการเก็บวิเคราะห์ข้อมูล หลายฐานข้อมูลพบว่า การวิ่งของคนส่วนใหญ่ 80-90 % จะเป็น Heel strike คือเอาส้นเท้าลงก่อน ซึ่งก็มีข้อคัดค้านของบางคนว่าที่เป็นอย่างนี้เนื่องจากรองเท้าในปัจจุบัน ออกแบบ ทำให้นักวิ่งต้องวิ่งลงด้วยส้นเท้าก่อน เพราะเป็นลักษณะที่ส้นด้านหลังสูง ทำให้ตัวเลขของคนวิ่งแบบ Forefoot strike ดูน้อยกว่าความเป็นจริง แต่หากเราลองคิดว่าถ้าเราวิ่งเท้าเปล่าแบบธรรมชาติ เราจะลงนํ้าหนักแบบไหน (ลองจิ้นกันดูนะครับว่าเป็นคุณเองจะวิ่งอย่างไร) ส่วนตัวผมนั้นวิ่งแบบ forefoot Strike ครับ
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้มีการวิจัยที่ทําโดยประเทศ Finland ออกมาโดย ทดลองเอา อาสาสมัคร ของทั้งชายและหญิง ที่มีน้ำหนักและส่วนสูงใกล้เคียงกัน ที่มีการวิ่งที่แตกต่างกัน 2 แบบ โดยการตรวจวัดผลการลงน้ำหนักด้วย motion-capture sensors ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพบว่า จุดที่มีการลงน้ำหนัก มากที่สุดและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ มี 3 จุด ได้แก่ ที่ เข่า , ข้อเท้า และ เอ็นร้อยหวาย
การวิ่งแบบ Heel strike มีผลให้เกิดการบาดเจ็บที่เข่าได้มากกว่าแบบ Forefeet strike โดยการลงน้ำหนักแบบ heel strike มีแรงกระทำต่อเข่าสูงกว่า แบบ Forefeet strike ถึง 16 % ซึ่ง นำไปสู่การบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำได้ง่ายกว่า
ส่วนการวิ่งแบบ Forefeet strike ก็มีข้อเสียคือทำให้เกิดแรงกระทำต่อ ข้อเท้าและเอ็นร้อยหวาย มากกว่า แบบ Heel strike ถึง 20 % และ นำไปสู่การบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายและข้อเท้าได้ง่ายกว่า
ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า การวิ่งทั้งสองแบบ ก็ทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการวิ่งได้เหมือนกัน เพียงแต่เป็นคนละตำแหน่งที่บาดเจ็บ Heel strike ทำให้คุณบาดเจ็บที่เข่าได้ ถ้าเป็นมากๆเกิด patellofemoral stress syndrome , Forefeet strike ก็ทำให้เกิด Plantar fasciitis (เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ) Achilles’ tendinopathy (เอ็นร้อยหวายอักเสบ ) , และ stress fractures of the foot การร้าวของกระดูก ได้ . ดังนั้นคุณไม่สามารถหลบเลี่ยงการบาดเจ็บทั้งหมดจากการเปลี่ยน style การวิ่งได้เลย
อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลตรงนี้ เพื่อเลือก style การวิ่งที่เหมาะกับคุณได้ เช่น ถ้าคุณมีปัญหาปวดเข่า คุณควรวิ่งแบบ Forefeet strike แต่ถ้าคุณมีปัญหาที่ข้อเท้าหรือเอ็นร้อยหวาย คุณควรวิ่งแบบ Heel strike แทน นั่นเองครับ
เอาล่ะวิ่งแบบไหนก็มีโอกาสเจ็บได้เหมือนกัน หมั่นสังเกตุตัวเองขณะวิ่งกันด้วยนะครับ จะได้วิ่งได้อย่างสนุกไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน
โดย : PandaFred Blog
(หลายสิ่งดีจริง ๆ)
เอาล่ะครับ บังเอิญผมไปเจอบทความดี ๆ มา เลยอยากจะเอามาแชร์ให้ผู้รักการวิ่งได้ลองอ่านและพิจารณากันดู เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงฝ้าเท้า ว่า แบบไหนดีกว่ากัน ระหว่าง Heel Strike หรือ Forefoot Strike (เขียนโดย GRETCHEN REYNOLDS ที่มานั้นจําไม่ได้แล้วขอโทษจริง ๆ )
ปกติแล้วการวิ่ง ตามธรรมชาติของมนุษย์ จะมีการลงน้ำหนัก 2 แบบ คือแบบแรก ใช้ส่วนส้นเท้าลงพื้นก่อน ( heel Strike) และแบบที่สอง คือใช้ส่วนฝ่าเท้าลงพื้น ก่อน ( forefoot Strike, Toe Strike) และจากการเก็บวิเคราะห์ข้อมูล หลายฐานข้อมูลพบว่า การวิ่งของคนส่วนใหญ่ 80-90 % จะเป็น Heel strike คือเอาส้นเท้าลงก่อน ซึ่งก็มีข้อคัดค้านของบางคนว่าที่เป็นอย่างนี้เนื่องจากรองเท้าในปัจจุบัน ออกแบบ ทำให้นักวิ่งต้องวิ่งลงด้วยส้นเท้าก่อน เพราะเป็นลักษณะที่ส้นด้านหลังสูง ทำให้ตัวเลขของคนวิ่งแบบ Forefoot strike ดูน้อยกว่าความเป็นจริง แต่หากเราลองคิดว่าถ้าเราวิ่งเท้าเปล่าแบบธรรมชาติ เราจะลงนํ้าหนักแบบไหน (ลองจิ้นกันดูนะครับว่าเป็นคุณเองจะวิ่งอย่างไร) ส่วนตัวผมนั้นวิ่งแบบ forefoot Strike ครับ
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้มีการวิจัยที่ทําโดยประเทศ Finland ออกมาโดย ทดลองเอา อาสาสมัคร ของทั้งชายและหญิง ที่มีน้ำหนักและส่วนสูงใกล้เคียงกัน ที่มีการวิ่งที่แตกต่างกัน 2 แบบ โดยการตรวจวัดผลการลงน้ำหนักด้วย motion-capture sensors ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพบว่า จุดที่มีการลงน้ำหนัก มากที่สุดและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ มี 3 จุด ได้แก่ ที่ เข่า , ข้อเท้า และ เอ็นร้อยหวาย
การวิ่งแบบ Heel strike มีผลให้เกิดการบาดเจ็บที่เข่าได้มากกว่าแบบ Forefeet strike โดยการลงน้ำหนักแบบ heel strike มีแรงกระทำต่อเข่าสูงกว่า แบบ Forefeet strike ถึง 16 % ซึ่ง นำไปสู่การบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำได้ง่ายกว่า
ส่วนการวิ่งแบบ Forefeet strike ก็มีข้อเสียคือทำให้เกิดแรงกระทำต่อ ข้อเท้าและเอ็นร้อยหวาย มากกว่า แบบ Heel strike ถึง 20 % และ นำไปสู่การบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายและข้อเท้าได้ง่ายกว่า
ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า การวิ่งทั้งสองแบบ ก็ทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการวิ่งได้เหมือนกัน เพียงแต่เป็นคนละตำแหน่งที่บาดเจ็บ Heel strike ทำให้คุณบาดเจ็บที่เข่าได้ ถ้าเป็นมากๆเกิด patellofemoral stress syndrome , Forefeet strike ก็ทำให้เกิด Plantar fasciitis (เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ) Achilles’ tendinopathy (เอ็นร้อยหวายอักเสบ ) , และ stress fractures of the foot การร้าวของกระดูก ได้ . ดังนั้นคุณไม่สามารถหลบเลี่ยงการบาดเจ็บทั้งหมดจากการเปลี่ยน style การวิ่งได้เลย
อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลตรงนี้ เพื่อเลือก style การวิ่งที่เหมาะกับคุณได้ เช่น ถ้าคุณมีปัญหาปวดเข่า คุณควรวิ่งแบบ Forefeet strike แต่ถ้าคุณมีปัญหาที่ข้อเท้าหรือเอ็นร้อยหวาย คุณควรวิ่งแบบ Heel strike แทน นั่นเองครับ
เอาล่ะวิ่งแบบไหนก็มีโอกาสเจ็บได้เหมือนกัน หมั่นสังเกตุตัวเองขณะวิ่งกันด้วยนะครับ จะได้วิ่งได้อย่างสนุกไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน
โดย : PandaFred Blog

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น